คนไทยเสียชีวิตจากเบาหวานวันละ 21 คน เร่งใช้ 3อ. 2ส. แก้ปัญหา

กระทรวงสาธารณสุข ชี้คนเอเชียป่วยด้วยโรคเบาหวานมากถึง 4 ใน 5 ของผู้ป่วยทั่วโลก  ส่วนคนไทยมีผู้ป่วยเบาหวาน 3 ล้านคนเศษ  เสียชีวิตวันละ 21 คน แนะป้องกันด้วย 3อ. (อาหาร ออกกำลังกาย อารมณ์)  2ส. (งดสูบบุหรี่ ลดดื่มสุรา) ก่อนโรคนี้จะเป็นภาระของครอบครัว ชุมชน และประเทศ
วันนี้ (25 มิถุนายน 2556) นายแพทย์ประดิษฐ  สินธวณรงค์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ห่วงใยประชาชนที่บริโภคอาหารและใช้ชีวิตประจำวันไม่ถูกต้อง  ส่งผลให้ประชากรโลกตายจากโรคเรื้อรังมากถึงร้อยละ 60  จากจำนวนการตายของประชากรโลกทั้งหมดประมาณ 58 ล้านคน ในปี 2548 โดยเฉพาะจาก 5 โรคเรื้อรัง ได้แก่  โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคมะเร็ง โรคเหล่านี้เป็นโรคที่ผู้ป่วยสร้างขึ้นเอง แม้จะเป็นโรคนี้ป้องกันได้แต่นับวันสถานการณ์ของโรคเรื้อรังกลับเข้าขั้นวิกฤต และโรคที่ชาวเอเชียเป็นกันมาก คือ  โรคเบาหวาน ในปี 2554 พบผู้ป่วยโรคเบาหวานทั่วโลก 374 ล้านคน และคาดการณ์ว่าจะมีผู้ป่วยเบาหวานที่มีอายุระหว่าง 20-79 ปี ทั่วโลก 285 ล้านคน ในปี 2553 และจะเพิ่มขึ้นเป็น 438 ล้านคน ในอีก 20 ปีข้างหน้า ในจำนวนนี้ 4 ใน 5 เป็นชาวเอเชีย โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คาดว่าจะเพิ่มจาก 58.7 ล้านคน เป็น 101 ล้านคน ในปี 2573

สำหรับในประเทศไทย ช่วงปี 2551-2552 ความชุกของโรคเบาหวานร้อยละ 6.9 (3.5 ล้านคน) ความชุกในผู้หญิงสูงกว่าผู้ชาย แต่มีถึง 1.1 ล้านคน ไม่ทราบว่าตนเองป่วย และไม่สามารถควบคุมได้ 1.7 ล้านคน และคาดการณ์ว่าในปี 2568 จะพบผู้ป่วยถึง 4.7 ล้านคน เสียชีวิตเฉลี่ยปีละ 52,800 คน ผู้ป่วยเบาหวานเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและสมองสูงถึง 2-4 เท่า เมื่อเทียบกับคนปกติ และมากกว่าครึ่งพบความผิดปกติของปลายระบบประสาท และเสื่อมสมรรถภาพทางเพศในผู้ชายสาเหตุจากโรคเบาหวาน ในปี 2553  พบว่า มีผู้เสียชีวิตจากโรคเบาหวาน ทั้งหมด 6,855 คน หรือวันละ 19 คน คิดเป็นอัตราตายด้วยโรคเบาหวาน เท่ากับ 10.8 ต่อแสนประชากร และมีผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวานเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข จำนวน  607,828 ครั้ง คิดเป็นอัตราป่วยในด้วยโรคเบาหวาน เท่ากับ 954.2 ต่อแสนประชากร  จากข้อมูลสถานการณ์โรคเบาหวานของประเทศไทย ภายในระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่ปี 2544-2553 พบว่า อัตราการเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยโรคเบาหวานเพิ่มขึ้น 4 เท่า และปี 2554 มีผู้เสียชีวิตด้วยโรคเบาหวาน 21 คนต่อวัน หากไม่มีการดำเนินการป้องกันควบคุมโรคที่มีประสิทธิภาพ คาดว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ในระยะเวลา 26 ปีข้างหน้า

ด้าน ดร.นายแพทย์พรเทพ  ศิริวนารังสรรค์  อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โรคเบาหวานเป็นความผิดปกติของร่างกายที่มีการผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอหรือร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพส่งผลให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงเกินมาตรฐาน (ปกติน้ำตาลจะเข้าสู่เซลล์ร่างกายเพื่อใช้เป็นพลังงานต้องมีฮอร์โมนอินซูลินเป็นตัวควบคุม)  หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ในระยะน้ำตาลในกระแสเลือดมาก  จะทำให้เลือดมีความเข้มข้นมากขึ้นและมีความหนืดมากขึ้น หัวใจทำงานหนักขึ้น หลอดเลือดรับแรงดันมากขึ้น ก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมา  โรคเบาหวานมี 2 ชนิด คือ เบาหวานชนิดที่ 1 ต้องพึ่งอินซูลิน และเบาหวานชนิดที่ 2 (ป้องกันได้) เบาหวานชนิดที่ 1 นั้น  ส่วนใหญ่เกิดจากพันธุกรรม การรักษาจะใช้การฉีดยาอินซูลิน เกิดจากภูมิต้านทานของร่างกายไปทำลายเซลล์ที่สร้างอินซูลินในส่วนของตับอ่อน เบาหวานชนิด 2 ป้องกันได้ ส่วนใหญ่เกิดจากภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน จากการมีพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม การใช้ชีวิตประจำวันโดยขาดการเคลื่อนไหวร่างกาย  จึงมีโอกาสหายจากโรคเบาหวานชนิดนี้ได้โดยไม่ต้องรับประทานยาตลอดชีวิต

สำหรับการสังเกตตนเองหรือผู้อื่นเมื่อเริ่มอาการของโรคเบาหวาน มีดังนี้ ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำ ดื่มน้ำบ่อย  หิวบ่อย  กินจุ  น้ำหนักลด  อ่อนเพลีย  แผลหายช้า คันตามผิวหนัง  ขาดสมาธิ  อาเจียน  ปวดท้อง  ชาปลายมือปลายเท้า บุคคลที่เสี่ยงเกิดโรคเบาหวาน ได้แก่ บุคคลอายุ 50 ปีขึ้นไป คนอ้วน/อ้วนลงพุง  ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงผู้ที่มีประวัติ พ่อ แม่  พี่น้องสายตรงเป็นเบาหวาน 

การป้องกันโรคเบาหวานต้องใช้หลัก โดยใช้หลัก 3อ. 2ส. เพื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ได้แก่  อ.อาหาร การรับประทานอาหารครบ 5 หมู่และมีสัดส่วนเหมาะสม รับประทานผักและผลไม้ให้หลากหลายเพิ่มมากขึ้น  รับประทานปลาและเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง มีรสหวาน รสเค็มมากเกินไป หลีกเลี่ยงอาหารฟาสต์ฟู้ด ขนมหวาน ขนมกรุบกรอบ และน้ำอัดลม  อ.ออกกำลังกาย มีการเคลื่อนไหวร่างกายและออกกำลังกายสม่ำเสมอ วันละ 30 นาที  สัปดาห์ละ 5 วัน  เป็นอย่างน้อย   มีการเคลื่อนไหวในระหว่างวัน เช่น เดินขึ้นบันไดแทนการขึ้นลิฟท์ ลงรถเมล์ก่อนถึงป้าย จำกัดชั่วโมงการใช้คอมพิวเตอร์และดูโทรทัศน์ของไม่เกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน เป็นต้น  อ.อารมณ์ มีการจัดการกับอารมณ์ ฝึกสมาธิ และผ่อนคลายความเครียด การเผชิญกับปัญหาและแก้ปัญหาอย่างถูกต้องเหมาะสม ยืดเส้นยืดสาย  ไม่น้อยกว่า 5 นาที  ฟังเพลง  ทำงานอดิเรก  พบปะเพื่อน จัดการสิ่งแวดล้อมให้สะอาด  สดใส  สร้างแรงจูงใจใน และสิ่งสำคัญคือ  2ส. ได้แก่ หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และการดื่มสุรา  หากมีข้อสงสัยสอบถามและติดต่อได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค เบอร์โทรศัพท์ 1422

ที่มาจาก moph.go.th

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *