ถุงยางอนามัยไม่พอ ผู้ติดเชื้อHIV 41% มาจากระหว่างชายกับชาย

ถุงยางอนามัยไม่เพียงพอกับมาตรการลดผู้ติดเชื้อรายใหม่ กรม ควบคุมโรค ขอสนับสนุนถุงยางอนามัยจากหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เนื่องจากถุงยางอนามัยเป็นมาตรการสำคัญในการลดผู้ติดเชื้อรายใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มสูงขึ้น

วันนี้ (26 มิถุนายน 2556)  นายแพทย์ประดิษฐ  สินธวณรงค์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  ห่วงใยประชาชนที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคเอดส์เพิ่มขึ้น  โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นจากการคาดประมาณ จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ พบว่าในช่วงปี 2555 – 2559  คาดว่าจะมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ รวม 43,040 ราย  เป็นการติดเชื้อเอชไอวีจากการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างชาย ร้อยละ 41  จากการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างพนักงานบริการและลูกค้า ร้อยละ 11  ผู้ใช้ยาเสพติดด้วยวิธีฉีด ร้อยละ 10  ส่วนการติดเชื้อเอชไอวีผ่านคู่ที่มีเพศสัมพันธ์  โดยอีกฝ่ายหนึ่งไม่รู้ว่าคู่ตนเองมีเชื้อเอชไอวี ร้อยละ 32 และมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนแบบฉาบฉวยหรือนอกสมรส ร้อยละ 6  จึงได้มอบหมายให้กรมควบคุมโรค  กระทรวงสาธารณสุข   เร่งดำเนินการให้เป็นไปตามเป้าหมายระดับโลก  คือ  การไม่มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ โดยใช้มาตรการเร่งรัดการเข้าถึงถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลที่ ไม่ใช่คู่ของตนเองให้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ และรณรงค์ให้ผู้ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีมาตรวจเลือด หากติดเชื้อจะได้รับการรักษาแต่เนิ่นๆ และจะไม่เป็นผู้แพร่เชื้อสู่ผู้อื่นโดยไม่รู้

ด้าน ดร.นายแพทย์พรเทพ  ศิริวนารังสรรค์  อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากการคาดประมาณความต้องการใช้ถุงยางอนามัยของประชากรไทยทั่วประเทศ  พบว่า มีความต้องการใช้ถุงยางอนามัยปีละประมาณ 230 ล้านชิ้น  ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สามารถสนับสนุนได้เพียง 40 ล้านชิ้น ส่วนที่เหลือประชาชนซื้อใช้เองและไม่ใช้ถุงยางอนามัย  โดยเฉพาะจากการศึกษาข้อมูลการป้องกันตนเองโดยใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพส สัมพันธ์ครั้งล่าสุด พบเด็กและเยาวชนอายุ 15-24 ปี มีการใช้ถุงยางอนามัยในปี พ.ศ. 2552 ร้อยละ65.27 ปี พ.ศ. 2553 ร้อยละ 66.10  ปี พ.ศ. 2554 ร้อยละ 63.73 และปีพ.ศ. 2555 ร้อยละ 68.55 ตามลำดับ ส่วนผู้ใช้แรงงานมีการป้องกันตนเองโดยใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ครั้งล่าสุด ปี พ.ศ. 2552 ร้อยละ 74.10 ปี พ.ศ.2553 ร้อยละ 60.30 ปี พ.ศ. 2554 ร้อยละ 48.00 และ ปี พ.ศ. 2554 ร้อยละ 75.00  ตามลำดับ  ดังนั้น มาตรการสำคัญของการลดผู้ติดเชื้อรายใหม่  คือ 1.รณรงค์การใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์กับบุคคลที่ไม่ใช่คู่ตน เอง  2.การเข้าถึงกลุ่มที่มีภาวะเปราะบางและมีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อด้วย มาตรการที่มีประสิทธิผลและครอบคลุม  3.ดูแลรักษาผู้ติดเชื้อไม่ให้ไปแพร่สู่คู่ของตนเองหรือผู้อื่น  4.รณรงค์ให้ผู้มีพฤติกรรมเสี่ยงมาตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวีโดยสมัครใจ  5.บริหารจัดการให้กลุ่มประชากรเป่าหมายเข้าถึงถุงยางอนามัยได้ง่าย เพียงพอ ครอบคลุม  ซึ่งขณะนี้งบประมาณที่จะจัดซื้อถุงยางอนามัย ไม่เพียงพอกับความต้องการ  งบประมาณของกรมควบคุมโรคสามารถสนับสนุนถุงยางอนามัย ได้เฉพาะเพียงบางส่วนของกลุ่มพนักงานบริการ กลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย กลุ่มเยาวชน และกลุ่มที่มีพฤติกรรมเสี่ยง และไม่เปิดเผยสถานะ  ซึ่งยังไม่ครอบคลุมความต้องการจำนวนทั้งหมดของกลุ่มประชากรเหล่านี้  ส่วนสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สนับสนุนถุงยางอนามัยให้แก่ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มารับยากับบุคคลที่มี พฤติกรรมเสี่ยง และมาขอตรวจเลือดหาการติดเชื้อเอชไอวีโดยสมัครใจ

 

กรมควบคุมโรค จึงจำเป็นต้องหาเครือข่ายสนับสนุนถุงยางอนามัยเพิ่มเติมจากองค์กรภาครัฐ และเอกชน โดยเฉพาะขอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดหาถุงยางอนามัยแก่ประชาชนกลุ่มเสี่ยงในท้องที่ของตนเองเป็นการเพิ่มเติม  นอก จากนี้ ขอความร่วมมือประชาชนซื้อถุงยางอนามัยใช้เองทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ อย่าอายหากต้องซื้อถุงยางอนามัยเพื่อป้องกันตนเอง ในแง่งบประมาณการลงทุนด้านถุงยางอนามัย เป็นการลงทุนที่น้อยมาก หากติดเชื้อเอชไอวีต้องใช้เงินมากในการรักษาตนเองไปตลอดชีวิต  รัฐบาลต้องเสียงบประมาณเพื่อการรักษามากมายหลายเท่าเมื่อเทียบกับงบประมาณ ด้านถุงยางอนามัย

 

ดร.นายแพทย์พรเทพ กล่าวต่อไปว่า สถานการณ์การติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่น่าเป็นห่วงมาก เพราะอัตราป่วยด้วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ซึ่งเป็นตัวเลขบอกทิศทางการติด เชื้อเอชไอวี ว่ามีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี ในปี พ.ศ. 2551  มีอัตราป่วยต่อแสนประชากร เท่ากับ 31.76 ปี พ.ศ. 2552 เท่ากับ 37.22 ปี พ.ศ. 2553 เท่ากับ 40.12 และในปี พ.ศ.2554 เท่ากับ 45.10  โดยเฉพาะในประชากรอายุ 15-24 ปี มีอัตราป่วยต่อแสนประชากรในปี พ.ศ. 2551 62.79 ปี พ.ศ. 2552 เท่ากับ 76.49 ปี พ.ศ. 2553 เท่ากับ 79.75  และ ในปี พ.ศ. 2554 เท่ากับ 90.06   ซึ่งเป็น 2 เท่าของอัตราป่วยของประเทศ  ดังนั้น กรมควบคุมโรค จึงมีโครงการให้ความรู้ในการใช้ถุงยางอนามัยแก่เด็กนักเรียนชายระดับมัธยม ศึกษา และอาชีวศึกษา  สำหรับกลุ่มเสี่ยง และประชาชนทั่วไป กรมควบคุมโรคมีบริการเข้าถึงถุงยางอนามัยโดยง่าย โดยตั้งจุดรับบริการถุงยางอนามัยในสถานบันเทิง คลินิกกามโรค และเพิ่มขนาดของถุงยางอนามัยจาก 2 ขนาด เป็น 3 ขนาด คือ 49 52 และ 54 เพื่อตอบสนองเสียงเรียกร้องของผู้ใช้ถุงยางอนามัย รวมถึงการพัฒนาบริการสุขภาพที่เป็นมิตรสำหรับเยาวชนชายที่มีเพศสัมพันธ์กับ ชาย และพนักงานบริการในโรงพยาบาล เพื่อส่งเสริมให้กลุ่มเป้าหมายเหล่านี้เข้ารับบริการได้โดยง่าย หากมีข้อสงสัยสอบถามได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลฮอตไลน์ กระทรวงสาธารณสุข1422 และศูนย์ปฏิบัติการกรมควบคุมโรค โทร. 02 590 3333

แหล่งข่าวโดย » กลุ่มประชาสัมพันธ์และข่าว สำนักงานเลขานุการกรม กรมคร.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *