ระวัง! หยุดหายใจขณะหลับ

คนจำนวนไม่น้อยนอนกรน รู้หรือไม่ว่า 3 ใน 10 ของคนนอนกรนมีภาวะหยุดหายใจ ขณะหลับร่วมด้วย และ 4% ของคนทั้งโลกกำลังเผชิญหน้ากับโรคนี้อยู่โดยไม่รู้ตัว   ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea) นับเป็นความผิดปกติด้านการนอนที่พบได้ทั่วไป จะเรียกว่าเป็นขั้นกว่าของการนอนกรนก็คงไม่ผิดนัก แต่ทราบหรือไม่ว่า 80 – 90% ของคนนอนกรนไม่ได้เข้ารับการตรวจวินิจฉัยหาภาวะหยุดหายใจขณะหลับและรักษาโรคนี้อย่างจริงจัง ทั้งที่เป็นสาเหตุนำไปสู่โรคร้ายอื่นๆ ทั้งโรคหัวใจโต สมองเสื่อม ความดันโลหิตสูง เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ และที่ใกล้ตัวที่สุดคือ
ประสิทธิภาพในการทำกิจกรรมต่างๆ ลดลง ลองคิดง่ายๆ ถ้าคุณไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคนี้แล้วไปขับรถ ความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุก็ไม่ต่างกับคนเมาแล้วขับเลยทีเดียว และเพราะโรคนี้เกี่ยวข้องกับการนอนหลับ ฉะนั้น มาทำความรู้จักกับ “การนอน” ให้มากขึ้นก่อนดีกว่า

ปริศนาการนอนหลับ
30 % ของเวลาทั้งวันหรือราว 8 ชั่วโมงเป็นเวลาที่เหมาะสมในการนอนหลับพักผ่อน ช่วงเวลาดังกล่าวระบบชีวเคมีในร่างกายจะฟื้นฟูให้ตัวเรามีสภาพพร้อมรับมือกับการดำเนินชีวิตวันต่อไป แต่ใช่ว่าเวลานอน 8
ชั่วโมงของทุกคนจะให้ผลเท่ากันหมด เพราะบางคนหลับไม่สนิทเนื่องจากฝัน ในขณะที่อีกหลายคนหลับไม่
เต็มที่เพราะนอนกรน

การนอนหลับของคนเรานั้นมี 2 ช่วง คือ ช่วงหลับธรรมดา (Non-rapid Eye Movement Sleep: NREM) ที่แบ่งย่อยได้ถึง 4 ระยะ และช่วงหลับฝัน (Rapid Eye Movement Sleep: REM) รายละเอียดแต่ละช่วงมีดังนี้ค่ะ
– ช่วงหลับธรรมดา
ระยะที่ 1 หรือระยะหลับตื้น เป็นระยะที่ยังหลับไม่สนิท ครึ่งหลับครึ่งตื่น
ระยะที่ 2 หรือระยะหลับจริง มักเกิดขึ้นภายใน 10 นาทีของการหลับตื้น ช่วงนี้อุณหภูมิร่างกายจะลดลง อัตราการเต้นของหัวใจและการหายใจจะเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ
ระยะที่ 3 และ 4 หรือระยะหลับลึก เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ร่างกายจะฟื้นฟูซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ สภาพ
ทั่วไปขณะหลับจะมีแรงดันเลือดลดลง หายใจช้าลง รวมทั้งกล้ามเนื้อทำงานน้อยลงด้วย ผู้ที่หลับในระยะนี้มักจะตื่นยาก
– ช่วงหลับฝัน
การนอนหลับในระยะนี้จัดเป็นอีกช่วงเวลาสำคัญที่ร่างกายยังคงฟื้นฟูตัวเองต่อเนื่องจากช่วงที่แล้ว และ
เป็นระยะที่เราจะเกิดความฝันสภาพทั่วไปขณะนี้จะมีการหายใจค่อนข้างไม่สม่ำเสมอ การนอนหลับจะเป็นไป
ตามจังหวะสลับกันไปมา 4 รอบระหว่างหลับตื้นและหลับลึก กินเวลาเฉลี่ยรอบละราว 90 – 110 นาที โดยแบ่งเป็นหลับตื้น 75 % และหลับลึกอีก 25 % ส่วนช่วงหลับธรรมดากับหลับฝันนั้นจะสลับกันไปมาตลอดคืนเช่นกัน โดยคิดเป็นหลับธรรมดา 75 % และหลับฝันเพียง 25 %

นอนกรน VS หยุดหายใจขณะหลับ
ภาวะหยุดหายใจขณะหลับเป็นผลต่อเนื่องจากการนอนกรน เกิดจากทางเดินหายใจตีบแคบอันเนื่องมา
จากอวัยวะในคอใหญ่เกินไป ไม่ว่าจะเป็นลิ้นใหญ่ ลิ้นไก่โต ต่อมทอนซิลโต หรือกล้ามเนื้อในลำคอผ่อนคลายมากเกินไปจากอายุที่เพิ่มขึ้นและจากไลฟ์สไตล์ที่ไม่ถูกต้อง เมื่อกล้ามเนื้อดังกล่าวตกลงไปปิดกั้นทางเดิน
หายใจขณะนอนหลับ ทำให้ทางเดินหายใจแคบลง ร่างกายต้องพยายามหายใจเข้า – ออกแรงกว่าปกติ โครงสร้างต่างๆ ในลำคอจึงสั่นสะเทือนกลายเป็นเสียงกรน ในรายที่ช่องทางเดินหายใจแคบมากๆ จะทำให้เกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับเป็นช่วงๆ ได้ มีหลายปัจจัยที่ทำให้คนเรานอนกรนและเผชิญภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
โดยส่วนใหญ่มักเกิดกับผู้ชาย เพราะแต่ละวันผู้ชายใช้พลังงานมากกว่าผู้หญิง จึงมีโอกาสหลับและกรนได้
ง่ายกว่า รวมทั้งผู้ชายมักปล่อยเนื้อปล่อยตัวจนเกิดโรคอ้วน มีไขมันสะสมจนทำให้ทางเดินหายใจตีบแคบได้ รวมทั้งการสูบบุหรี่ที่ทำให้การพัดโบกของเนื้อเยื่อทางเดินหายใจไม่ปกติ การดื่มเหล้าทำให้เยื่อบุทางเดิน
หายใจบวม นอกจากนี้การใช้ยาบางตัวก็ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงจนตกไปอุดกั้นทางเดินหายใจได้ เช่น ยานอนหลับ ยาคลายเครียด ยารักษาภูมิแพ้ รวมไปถึงลักษณะทางกายภาพของสรีระใบหน้าก็มีส่วนทำให้เกิดโรคนี้ได้เช่นกัน โดยเฉพาะผู้ที่มีกรามสั้น ลิ้นใหญ่คับปาก ต่อมทอนซิลโต ฝาปิดกล่องเสียงอยู่ผิดที่หรือโน้มเอียงไปข้างหน้า หรือคนที่มีโรคประจำตัวอย่างภูมิแพ้

เมื่อมีภาวะนอนกรนหรือหยุดหายใจขณะหลับ นั่นหมายความว่าหัวใจคุณต้องทำงานหนักในการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองและส่วนต่างๆ มากขึ้นจนอาจทำให้หัวใจโต เส้นเลือดทำงานหนักขึ้นเสี่ยงต่อการปริแตก ความดันโลหิตสูง เลือดข้นขึ้นเพราะออกซิเจนไปเลี้ยงไม่พอสมองขาดออกซิเจนทำให้ความจำเริ่มเสื่อม และที่คาดไม่ถึงคือ ทำให้สมรรถภาพทางเพศเสื่อมตามไปด้วย แต่ที่มีผลกระทบให้เห็นมากที่สุดคือ ประสิทธิภาพในการ
ดำเนินชีวิตประจำวัน คงไม่สนุกแน่ถ้าคุณต้องง่วงเหงาหาวนอนจนควบคุมตัวเองไม่ได้ตลอดวัน บางคนฟุบ
หลับขณะขับรถ บางคนหลับคาจานข้าว บางคนสมองเบลอจำอะไรไม่ได้ไปชั่วขณะ ยิ่งถ้าคุณทำงานที่เสี่ยง
อันตรายหรืองานที่ต้องใช้สติสัมปชัญญะมากๆ ไม่ต้องคิดเลยว่าผลลัธจะออกมาเป็นอย่างไร

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับแบ่งได้เป็น 3 ระดับ หากคุณหยุดหายใจขณะหลับไม่เกิน 5 ครั้งต่อชั่วโมงจัดว่าเป็นน้อย ถ้าตัวเลขพุ่งสูงขึ้นไปถึง 15 ครั้งต่อชั่วโมงถือว่าเริ่มผิดปกติ และหากเกิดขึ้น 25 ครั้งต่อชั่วโมงขึ้นไปจัดว่าอยู่ในขั้นรุนแรง ส่วนจะรู้ได้อย่างไรว่าคุณอยู่ในระดับไหนนั้น ต้องไปทำสลีพเทสต์ (Sleep Test) เพื่อหาความผิดปกติของการนอนหลับเบื้องต้น และสำหรับคนที่มีแนวโน้มเกิดภาวะนี้อาจต้องได้รับการตรวจอย่าง
ละเอียด

รักษาให้ถูกสาเหตุ
การรักษาโรคนี้มีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับสาเหตุว่ากรนหรือหยุดหายใจขณะหลับเพราะอะไร บางคนเป็นเพราะสรีระในช่องปากผิดปกติก็อาจต้องผ่าตัด จี้ด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูง หรือใส่เครื่องมือเพื่อปรับสภาพโครงสร้างในช่องปากให้ปกติ หากสาเหตุเกิดจากความอ้วน คนไข้ต้องลดน้ำหนักและควบคุมอาหาร หากสาเหตุเกิดจากการใช้ยารักษาโรคบางตัว เช่น ยาแก้ภูมิแพ้ ก็ต้องเปลี่ยนวิธีการรักษา ส่วนคนที่เป็นไม่มากก็อาจดูแลตัวเองด้วยการควบคุมอาหาร ออกกำลังกายและเปลี่ยนท่านอนเป็นนอนตะแคง เป็นต้น หรืออาจใช้เครื่องช่วยหายใจ (Continuous Positive Airway Pressure: CPAP) ลักษณะเป็นหน้ากากออกซิเจนครอบจมูก ที่จะช่วยปล่อยแรงดันลมเบาๆ เข้าสู่จมูกผู้ป่วยเพื่อขยายช่องทางเดินหายใจ เมื่อช่องหายใจไม่ถูกอุดกั้นจะทำให้ผู้ป่วยหลับสนิท ไม่กรน และไม่หยุดหายใจเป็นช่วงๆ ไม่ว่าจะเป็นวิธีไหนควรปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกวิธีที่เหมาะสมกับคุณค่ะ

ปัจจุบันมีคนนอนกรนเพียงแค่ 20 – 30% เท่านั้นที่มาพบแพทย์เพื่อรักษาการนอนกรน ก่อนจะพบว่าตัวเองก็
เป็นโรคหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วย ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่น้อยมากๆ ใส่ใจการนอนหลับอีกสักนิด เพราะนั่นคือ 1 ใน 3 ของเวลาทั้งชีวิต อย่าปล่อยให้เสียงกรนและและการหยุดหายใจระหว่างนอนหลับมาทำร้ายโดยที่คุณไม่รู้ตัวเลยนะคะ

ขอบคุณที่มาจาก  KBeautifullife

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *