รู้จักกินเพื่อ…หน้าเด้ง

หลากหลายบริษัทความงามมากมายพยายามในการที่จะผลิตคิดค้นหาครีมมาช่วยกระชับใบ หน้า และกำจัดริ้วรอยให้กับคุณสาว ๆ ที่นับวันเป็นสาวน้อยลง และในที่สุดทุกคนก็ค้นพบความลับว่า “คอลลาเจน” เป็นต้นเหตุสำคัญของการเด้งหรือไม่เด้งของใบหน้าคนเรา คอลลาเจนเป็นโครงสร้างหลัก และเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่อยู่ชั้นล่างสุดของผิวหนังคนเรา มันจึงจำเป็นต้องเก็บรักษาความอ่อนนุ่มชุ่มชื่นของผิวไว้ทั้งหมด มันจึงเปรียบเสมือนฟูกหรือเบาะนุ่ม ๆ ในขณะที่คุณอายุน้อยเบาะนี้จะเป็นตัวสร้างความยืดหยุ่น แต่เมื่อไหร่ที่คุณอายุมากมันจะเริ่มหย่อนลงเล็กน้อย

กินยังไงหน้าถึงเด้ง?

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง รวมถึงนักโภชนาการได้ออกมาระบุว่า อาหารที่คุณชอบรับประทานมากที่สุดนั้น ช่วยทำให้ผิวของคุณสามารถเก็บกักคอลลาเจนจำนวนมากไว้ได้ วางทุกอย่างไว้ด้วยกัน และผลลัพธ์ที่ได้คือ การมีใบหน้ายกกระชับจากอาหารที่รับประทาน..เรามาดูกันค่ะว่ามีอะไรบ้าง

 เต้าหู้และถั่วเหลือง

วัยหมดประจำเดือนเป็นวัยที่มีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดน้อยลง ซึ่งฮอร์โมน ชนิดนี้จะมีส่วนทำให้ระดับคอลลาเจนในผิวลดลงเช่นกัน จากการวิจัยชี้ให้เห็น ว่าคอลลาเจนประเภทใดประเภทหนึ่ง จะลดลงร้อยละ 30 หลังจากช่วง 5 ปีแรกของการหมดประจำเดือน ในถั่วเหลืองนั้นมีสารที่เรียกว่า “Phytoestrogens” (สารเคมีที่พบได้ตาม ธรรมชาติ โดยเฉพาะพืชตระกูลถั่ว) ซึ่งสารตัวนี้สามารถช่วยทดแทนฮอร์โมนเอสโตรเจนที่มีอยู่ในร่างกายได้ และถ้าคุณอยู่ในวัยสูงอายุ ผลิตภัณฑ์นมถั่ว เหลืองที่คุณดื่มอยู่เป็นประจำ จะช่วยเก็บรักษาความชุ่มชื่นและคอลลาเจนในผิวไว้ได้

ปลาแซลมอน

ประโยชน์ปลาแซลมอนและน้ำมันปลาอื่น ๆ เช่น ปลาแมคคอเรล ปลาแฮร์ริ่ง และปลาซาร์ดีน มักได้รับการประกาศให้รู้ว่า  มีสารอาหารที่จำเป็นต่อผิวหนัง เพราะในปลาเหล่านี้จะมีระดับโอเมก้า  3 หรือกรดไขมันอิ่มตัว ที่ช่วยเก็บรักษาความชุ่มชื่นให้แก่ผิวได้  อย่างไรก็ตาม ในประเทศสหรัฐอเมริกา ดร.นิโคลราส เพอร์ริโคน ยังได้สนับสนุนเกี่ยวกับน้ำมันในปลาเหล่านี้ว่า สามารถช่วยลดการอักเสบที่เกิดขึ้นในผิวหนังให้ลดลงได้ และเขาเชื่อว่าการอักเสบของผิวหนังนั้น ไม่สามารถมองเห็นได้ เพราะว่ามันเกิดขึ้นอยู่ใต้ผิวหนังนั่นเอง ดังนั้น ระดับความไวของคอลลาเจน ที่เกิดจากย่อยโดยการรับประทานปลาแซลมอน จะช่วยป้องกันอาการอักเสบ รวมทั้งช่วยเป็นบล็อกป้องกันคอลลาเจนไว้ที่ผิวได้

ไก่งวง

ไก่งวงนั้นเรียกได้ว่าเป็นแหล่งของโปรตีนเลยก็ว่าได้ เพราะโปรตีนชนิดนี้จะ เป็นตัวระบบป้องกันคอลลาเจนในผิวเอาไว้ ซึ่งโปรตีนชนิดนี้จะถูกบรรจุให้อยู่ในรูปของโปรตีนชนิดหนึ่งที่เรียกกันว่า “Carnosine” (เป็นยาต้านการเสื่อมสภาพของผิว ซึ่งจะพบได้ในกล้ามเนื้อ)สาร Caarnosine นี้ สามารถช่วยชะลอกระบวนการเกิด เส้นใยคอลลาเจนสลายตัวนั่นเอง ขณะเดียวกันหากคุณรับประทานไก่งวง จะช่วยทำให้คุณเก็บรักษาคอลลาเจนไว้ในผิวของคุณได้ โดยที่ผิวของคุณจะอ่อนนุ่มชุ่มชื่น และผลลัพธ์ที่ตามมาคือผิวหนังของคุณจะได้มากกว่าความหยืดหยุ่น

ผักขม

ผักสีเขียวที่มีใบอยู่เป็นจำนวนมาก เช่นเดียวกับผักขมนั้น มีอยู่ด้วยกัน หลายชนิดไม่ว่าจะเป็น ผักกะหล่ำปลี ผักแพงพวย ผักคะน้า ซึ่งผักเหล่านี้จะอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ที่เรียกกันว่าสารลูทีน (สารที่เหลืองที่พบได้ในเมล็ดพืช หรือไข่แดง) และสารต้านอนุมูลอิสระนั้น มีความสำคัญมาก ถ้าหากคุณต้องการเก็บกักคอลลาเจนเอาไว้ในผิว เพราะคนทั่วไปมักคิดว่าสารชนิดนี้สามารถช่วยล้างพิษจากสารเคมี  สารต้านอนุมูลอิสระเป็นสารระเหย และเป็นสารเคมีที่สร้างขึ้นจากร่างกาย ซึ่งการระเหยนั้นจะได้รับปัจจัยจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นแสงแดดหรือมลพิษดังนั้นระบบการป้องกันที่มีอยู่ในตัวคุณนั้น เปรียบได้กับการที่คุณสามารถรักษาระดับคอลลาเจนในร่างกายไว้ได้อย่างยาวนาน

บลูเบอร์รี่

วิตามินซีเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างคอลลาเจน  เช่นเดียวกับผลเบอร์รี่ และผลบลูเบอร์รี่  รวมถึงสตรอเบอร์รี่ ซึ่งผลไม้เหล่านี้จะอุดมไปด้วยวิตามินซี ซึ่งเป็นส่วน ประกอบสำคัญในการผลิตคอลลาเจน และเป็นตัวช่วยเสริมอาหารได้ ในกรณีของผู้ที่ขาดวิตามินซีอย่างรุนแรงนั้น จะทำให้เขาเป็นผู้ที่มีพัฒนาการที่ช้า เพราะการขาดวิตามินซี จะส่งผลต่อเนื้อเยื่อและฟัน รวมถึงกระดูกอ่อนและเส้นเอ็นให้อ่อนแอลง  ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ เช่น การรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินซี จะทำให้คุณมั่นใจได้ว่าร่างกายของคุณมีสิ่งหนึ่งที่จำเป็นมากในการช่วยสร้างระบบป้องกัน รวมทั้งมีส่วนช่วยในการผลิตคอลลาเจน นอกจากนี้มันยังจะช่วยหนุน ร่างกายของคุณให้มีระดับสารต้านอนุมูลอิสระที่เหมาะสมอีกด้วย

เมื่อคุณเริ่มมีอายุมากขึ้นควรหลีกเหลี่ยงอาหารหวานหรืออาหารประเภทแป้ง เพราะสิ่งเหล่านี้มันจะเกิดการแตกตัวอยู่ในรูปของน้ำตาลที่เป็นศัตรูกัน (ถูกต้องที่สุด น้ำตาลธรรมชาติถูกบรรจุอยู่ในผักใบเขียวรวมถึงผลเบอร์รี่ แต่หากคุณรับประทานสิ่งเหล่านี้มากจนเกิน จะทำให้ประเสียประโยชน์มากกว่าได้รับประโยชน์)
 

ขอบคุณขอมูลจาก ไทยโพสต์

เรียบเรียงข้อมูลโดย  Takree.com

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *