วิธีการเลือกทิ้งเครื่องสำอางเพื่อสุขภาพผิวหน้าที่ดี

   สาวๆที่ชอบพกเครื่องสำอางเป็นประเป๋า เคยเช็คบ้างหรือไม่ค่ะว่า ตัวไหนถึงแก่การสละทิ้งบ้างแล้ว วันนี้ทักรี่ดอลคอม เรามีบทความเกี่ยวกับการเลือกทิ้งเครื่องสำอางเพื่อสุขภาพผิวที่ดี และเพื่อการแต่งหน้าอย่างปลอดภัยมาฝากค่ะ  เพราะเข้าใจว่าบางทีสาวๆที่เลือกซื้อเครื่องสำอางก็จะมีราคาแพง และอยากจะใช้ให้คุ้มค่า แต่สาวๆ พึงระวังนะคะ เครื่องสำอางค์ที่ใช้แต่งแต้มใบหน้า ควรพิจารณาถึงความเสื่อมของคุณภาพด้วย เพียงแค่การดูวันหมดอายุอย่างเดียวไม่เพียงพอแล้วค่ะ

 

 

                  สาวๆหลายคนพกมาสคาร่าแห้ง ก็รีฟิลด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ ปาดขนตาอยู่น่านแหละ หรืออายแชโดว์แข็งโป๊ก ชีก็ดัดแปลงบี้ใส่โลชัน ทาทั่วทั้งตัวกะให้สีผิวส่องประกายวิ้งๆ บางนางลิปสติกเปลี่ยนสภาพ กลิ่นหืนๆ ทาไปเนื้อสีไม่กระจาย ริมฝีปากแลดูแตกแห้งช้ำเหมือนถูกแฟนชก ก็ยังดั้นทุรังใช้…

 

                รู้จักประหยัดน่ะเป็นนิสัยที่ดีค่ะ แต่ทว่าต้องคำนึงถึงสุขภาพด้วยสาวบางคนบอก-ชั้นจิ้มๆ แต้มๆ ปาดๆ จนถึงวันหมดอายุตามระบุข้างกล่องก็โอแล้วโอ้ว ม่ายยค่ะ อย่าคิดตื้นเขินแค่นั้น     การดูวันหมดอายุข้างกล่องเป็นวิธีหนึ่ง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยนะคะ เพราะไลฟ์สไตล์การใช้ตลอดจนการเก็บรักษาเป็นปัจจัยสำคัญ ซึ่งอาจทำให้เครื่องสำอางสุดเลิฟของคุณเสื่อมคุณภาพก่อนวันอันควรเราไปไล่ดูกันเลยว่า คอสเมติกแต่ละตัวเวลาเสื่อมคุณภาพน่ะ..เป็นอย่างไร

 

 มาสคาร่า

นักเคมีคอสเมติก Jim Hammer กล่าวไว้ใน Allure.com ว่า ต้องระแวดระวังอุปกรณ์เนรมิตขนตายาวเด้งหนางอนชนิดนี้มากซู้ด เพราะเจ้าแปรงมาสคาร่าที่ถูกใช้ชักเข้าชักออกบ่อยๆ นั่นแหล่ะตัวดี เป็นที่มาของการติดเชื้อแบคทีเรีย อาจทำให้เกิดอาการแดง คันระคายเคือง บริเวณดวงตา กระทั่งเป็นสาเหตุโรคตาแดงได้

“เปลี่ยนมาสคาร่าทุก 2-3 เดือน แล้วจะปลอดภัย” เมกอัพอาร์ทติส Pati Dubroff แนะ พร้อมให้สังเกตว่า หากเจ้ามาสคาร่ามีกลิ่นคล้ายๆ แก๊สโซลีน (gasoline) ออกมา จงทิ้งมันไปเถอะ แต่ถ้ายังทู่ซี้ใช้ และรู้สึกคันระคายเคืองบริเวณตา 2-3 วันไม่หายสักที รีบไปหาหมอได้เลยจ้า

 

รองพื้น

เชื้อแบคทีเรียโปรดปรานรองพื้นซึ่งเป็นพวก water-based นัก     “ถ้ารองพื้นขวดไหนยังไม่เคยถูกเปิดใช้เลยสามารถอยู่ได้ 2 ปี แต่หากแกะฝา เปิดใช้แล้ว” Hammer บอกว่า “อายุการใช้งานที่ดีที่สุดจะอยู่ในช่วง 6-12 เดือนเท่านั้น” เขาแนะให้หลีกเลี่ยงการเก็บวางรองพื้นในสิ่งแวดล้อมอันอับชื้น อย่าง ห้องน้ำ รวมทั้งตั้งให้ไกลจากความร้อน เนื่องจากอุณหภูมิสูงๆ เป็นบรรยากาศเหมาะเหม็งต่อการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์และแน่นอน ลงรองพื้นแล้วคันหนังหน้า หรือเอ ใช้ไป ใช้ไป ไหงสีรองพื้นเปลี่ยน กลิ่นรองพื้นทะแม่งๆ ทิ้งไปเลยค่ะ

 

แป้ง

ปกติอายุการใช้งานอยู่ได้อย่างน้อย 2 ปีเชียว “แป้งมีส่วนผสมของน้ำ ซึ่งเป็นสารสกัดจากพืช” นักเคมีคอสเมติกอีกท่าน Ni’Kita Wilson ยกตัวอย่าง คาโมไมล์ (chamomile), ว่านหางจระเข้ (aloe), ไผ่(bamboo), และชาเขียว (green-tea) เป็นต้น      “มันเอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าวางแป้งไว้ในห้องน้ำ”   สรุปคือ อยากประหยัดตบแป้งตลับเดียวนาน 2 ปี ก็อย่าเผลอวางทิ้งไว้ที่ห้องน้ำ ชัวร์สุด

 

บรัชออนทาแก้ม

กรณีบรัชออนเป็นเนื้อฝุ่นก็จะมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียเหมือนแป้ง แต่ถ้าเป็นเนื้อครีม ควรจะเปลี่ยนหลังจากใช้แล้ว 1 ปีค่ะ   นักเคมี Wilson แนะวิธียืดอายุการใช้บรัชออนทุกชนิดนานๆ ด้วยการหมั่นทำความสะอาดแปรงปัดอย่างสม่ำเสมอ และเก็บวางตลับบรัชออนในที่มืดและแห้ง

“ถ้าแปรงปัดแก้มเปียกชื้น เชื้อแบคทีเรียมาหาแน่นอน” เขาบอก  ขณะที่ช่างแต่งหน้า Dubroff ห่วงใยเรื่องน้ำมัน (oil) ที่ติดมากับแปรงปัดแก้ม หลังจากปัดแก้มต่อจากลงมอยส์เจอไรเซอร์และรองพื้นทันที

“มันจะส่งผลให้เนื้อสีบรัชออนออกด้านๆ แข็งๆ ขาวๆ” เธอแนะหลังจากลงมอยส์เจอไรเซอร์และรองพื้น รอสัก 2 นาทีค่อยปัดแก้ม ครั้นปัดเสร็จ เช็ดแปรงปัดแก้มนั้นด้วยผ้าขนหนูนิ่มๆ ทันที  และไม่ว่าบรัชออนจะเป็นเนื้อฝุ่นหรือเนื้อครีม ถ้า ‘แข็ง’ โป๊ก ‘แตกกะเทาะ’ เป็นก้อนเล็กก้อนน้อย ..หาซื้ออันใหม่มาใช้เลยดีกว่าค่า

 

อายแชโดว์

สาเหตุการเกิดแบคทีเรียในอายแชโดว์ จะคล้ายๆ กับแป้งและบรัชออน ทว่าความที่เราต้องทาอายแชโดว์บริเวณแปลือกตา ซึ่งเป็นผิวส่วนที่บอบบาง นักเคมี Hammer จึงแนะให้เปลี่ยนอายแชโดว์หลังจากใช้ตลับนั้นแล้ว 3 เดือน  ยิ่งอายแชโดว์เป็นเนื้อครีม ยิ่งมีโอกาสเกิดแบคทีเรียง่ายกว่าเนื้อฝุ่น แล้วถ้าคุณสาว(ชอบ)ใช้นิ้วจิ้มเนื้อครีมด้วยแล้ว แม่เจ้าโว้ย เสี่ยงติดทั้งเชื้อโรคทั้งความชื้น! ต้องบังคับตัวเองล้างนิ้วล้างมือให้สะอาดและเช็ดให้แห้งเสียก่อน เพื่อความสะอาดปลอดเชื้อชื้นค่ะ   อย่าลืม คอยสังเกตสีกับกลิ่น ถ้าเปลี่ยน..ก็หยุดใช้ซะนะ

 

อายไลน์เนอร์

ไม่ว่าจะเป็นดินสอหรือชนิดน้ำ-ลิควิด(liquid) ทำใจใช้แค่ 3 เดือนพอ เพราะแหม อ่ะนะ เล่นเขียนขอบตา ซึ่งเป็นตำแหน่งบอบบางที่สุด เห็นชัดๆ อันตรายกว่าอายแชโดว์อีก เชื้อแบคทีเรียสามารถเข้าสู่ดวงตาได้ง่ายกว่าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางอื่นๆ ใดๆ ทั้งสิ้น “ที่สำคัญ เวลามีการปนเปื้อนของเชื้อโรค จะมองไม่ออกเลย” Hammer เตือน  อาการจะออกตอนที่คุณรู้สึกคันระคายเคือง หนักสุดก็ตาแดงแล้วน่ะแหล่ะ   “ใช้ดินสอจะปลอดภัยกว่าลิควิด” Dubroff แนะว่า ควรเหลาดินสอก่อนเขียนขอบตาทุกครั้ง นอกจากความแหลมช่วยให้เขียนขอบตาได้สวยคมเฉี่ยวแล้ว ยังช่วยเรื่องความสะอาด ขจัดความชื้นด้วย

 

ลิปสติก ลิปกลอส

เพราะเราต้องทาลิปซ้ำแล้วซ้ำอีกบนริมฝีปาก Hammer บอกเปลี่ยนลิปสติกแท่งใหม่ได้เลยหลังจากใช้แล้ว 1 ปี“คุณจะรู้ว่าลิปสติกเสื่อมสภาพแล้วจากการทา ทำไมเวลาทาแล้ว เม็ดสีไม่กระจายกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกับริมฝีปาก” Dubroff บอกวิธีสังเกต “ส่วนเนื้อลิปกลอสก็จะไม่สม่ำเสมอ บางตัวมีส่วนผสมน้ำมัน อาจมีกลิ่นเหม็นหืนออกมา” สรุปดูง่ายค่ะ ลิปสติกลิปกลอส เนื้อลิปไม่ไหวจะทา น่านแหล่ะถึงเวลาโยนทิ้งไปเล้ย

 

อุปกรณ์แต่งหน้า

จริงๆ แล้ว ถ้าทำความสะอาดสม่ำเสมอ และเก็บวางอย่างถูกต้อง ..ใช้ได้หลายปีทีเดียวค่ะ ทว่าเมื่อเห็นขนแปรงหลุดลุ่ย หรือร่วงหล่น นั่นเป็นสัญญาณเตือนว่าต้องซื้อชุดใหม่แล้วล่ะ

 

 

  เอาล่ะ กลับไปสำรวจประดาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางบนโต๊ะเครื่องแป้งกันเลยนะคะ ชิ้นไหนไม่ไหวจะเคลียร์ ก็โยนทิ้งซ้า มิฉะนั้นเชื้อแบคทีเรียตรึม..บนใบหน้าสวยๆ ของคุณเองน่ะแหล่ะ

 

 

 

ขอบคุณที่มาจาก สสส.

เรียบเรียงโดย Takree.com

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *