วิธีเลือกแอร์ จะเลือกซื้อแอร์อย่างไร ดูอะไรบ้าง + 5 วิธีประหยัดพลังงาน

วิธีเลือกแอร์ จะเลือกซื้อแอร์อย่างไร ดูอะไรบ้าง ให้เหมาะสมกับขนาดห้อง ขนาดบ้าน หรือพื้นที่ที่ต้องการติดตั้งแอร์ เพราะการที่เลือกซื้อแอร์ที่ไม่เหมาะสมกับขนาดห้องนั้นจะทำให้เกิดความเสียหายหรือไม่เกิดประโยชน์ตามต้องการและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย

ดังนั้นเราจึงต้องรู้จักขนาดการใช้งานของแอร์ก่อนติดตั้ง จะทำให้เราประหยัดทั้งค่าซื้อแอร์ ประหยัดไฟ แถมยังทำให้อายุการใช้งานของแอร์ยาวนานขึ้นเพราะใช้งานเหมาะสมกับกำลังการทำงานของแอร์

ตารางหาขนาดของเครื่องปรับอากาศหรือแอร์

ขนาดของห้อง (ตารางเมตร)
ขนาดเครื่อง ห้องนอน ห้องนอน ห้องรับแขก ห้องรับแขก ห้องทำงาน ห้องทำงาน
(บีทียู) โดนแดด ห้องนั่งเล่น ห้องนั่งเล่นโดนแดด โดนแดด
12,000 16-22 14-20 16-20 14-18 14-18 10-16
15,300 20-28 18-26 20-26 18-23 18-23 15-20
18,000 24-33 21-30 24-30 21-27 21-27 18-24
20,800 28-38 24-35 28-35 24-31 24-31 21-28
22,800 30-42 27-38 30-38 27-34 27-34 23-30
27,200 36-50 32-45 36-45 32-41 32-41 27-36
32,800 44-60 38-55 44-55 38-49 38-49 33-44
38,000 51-70 44-63 51-63 44-57 44-57 38-51
53,000 71-97 62-88 71-88 62-80 62-80 53-71
64,400 86-118 75-107 86-107 75-97 75-97 64-86

 ขอบคุณที่มา ตารางหาขนาดของเครื่องปรับอากาศ จาก topcoolair.com

 

นอกจากดูค่า BTU แล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆที่ใช้ในการพิจารณาเลือกซื้อแอร์ด้วย

1. จำนวนและขนาดของหน้าต่าง

2. ทิศที่แดดส่องหรือทิศที่ตั้งของห้อง

3. วัสดุหลังคามีฉนวนกันความร้อนหรือไม่

4. จำนวนคนที่ใช้งานในห้อง

 

ถ้าปัจจัยเหล่านี้เป็นไปในทางลบควรต้องเพิ่ม BTU จะทำให้แอรืไม่ทำงานหนักจนเกินไปและเกิดประสิทธิภาพในการทำงานเต็มที่

อีกค่าที่สำคัญบ่งบอกถึงประสิทธิ์การทำงานของแอร์ พูดง่ายๆว่าแอร์คุณภาพดีทำงานได้เต็ม BTU บอกหรือเปล่า จะประหยัดพลังไหม นั่นคือค่า

EER (Energy Efficiency Ratio) ยิ่งมีค่ามากยิ่งดี!! เมื่อเทียบกับขนาดบีทียูของแอร์ที่เท่ากัน

การหาค่า EER (Energy Efficiency Ratio)

การหาค่า EER (Energy Efficiency Ratio)

 

ข้อพิจารณาในการเลือกซื้อแอร์ยี่ห้อต่างๆนอกจากปัจจัยทางด้านเทคนิค

ยี่ห้อแอร์

ยี่ห้อแอร์

1. ตรวจสอบคุณภาพของแอร์ จากค่าความนิยมจากคนใช้ว่าใช้มากหรือน้อยถ้าคนใช้มากก็แสดงว่าสินค้าต้องดีพอสมควร ดีกว่าที่เราซื้อยี่ห้อที่ไม่มีคนรู้จักหรือใช้น้อย เช็คความน่าเชื่อถือของตัวแทนหรือบริษัทจัดจำหน่ายแอร์ด้วยว่าเป็นอย่างไรบ้าง

2. เช็คบริการหลังการขาย เช่น การติดตั้งฟรีได้จะดีมาก บริการตรวจเช็ค การซ่อม ตลอดจนราคาค่าดูแล แต่ละยี่ห้อย่อมมีรายละเอียดแตกต่างกันไป

3. เปรียบเทียบการทำงานขนาดของแอร์หรือกำลังของแอร์ ตามตารางข้างบนกับราคา ของยี่ห้อแอร์ต่างๆแล้วค่อยเลือกตัดสินใจ ที่สำคัญต้องรู้ขนาดห้องที่เราต้องการติดตั้งแอร์ รวมถึงความสูงด้วย

4. ตรวจเช็คโปรโมชั่น ส่วนลดต่างๆ ปัจจุบันจะมีโปรโปรโมชั่นออกมาแข็งขันกันมาก เป็นผลดีต่อผู้ซื้อ ร้านจำหน่ายแอร์ที่ใหญ่ๆมักจะมีส่วนลดมาก ถ้าสามารถผ่อนชำระ 0% ได้ยิ่งดี อย่าใจร้อนตัดสินใจควรเช็คหลายๆร้าน

5. ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อแอร์ควรทบทวนบริการหลังการขาย ค่าซ่อมบำรุงอีกครั้ง พร้อมทั้งอย่าลืม การรับประกันสินค้า พร้อมเก็บหลักฐานการรับประกันไว้จนกว่าจะหมดระยะเวลารับประกัน

อย่างไรก็ตามเมื่อเรารู้หลักการเลือกซื้อแอร์หรือเครื่องปรับอากาศมาใช้แล้วก็ต้องรู้วิธีการใช้ด้วยนะคะไปดูการใช้งานและดูแลรักษากันเลยค่ะ

 

5 ข้อการดูแลรักษาเครื่องปรับอากาศหรือแอร์ให้ประหยัด +ใช้ได้นาน เราได้อากาศที่บริสุทธิ์

1. ตั้งอุณหภูมิให้อยู่ระหว่าง 25-26 องศาเซลเซียส ซึ่งจะช่วยประหยัดไฟฟ้า

ฝุ่นกรองแอร์

ฝุ่นกรองแอร์ ควรล้างทำความสะอาด 1-3 ครั้งต่อเดือน

2. ต้องหมั่นทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง  ถ้าคุณอยู่ในย่านชุมชนเมือง หรือที่อากาศมีฝุ่นละอองมากควรทำ 1-3 ครั้งต่อเดือน เพราะฝุ่นจะจับทำให้แอร์กินไฟ ถ้าทำเป็นประจำแล้วจะช่วยลดอัตราเปลืองไฟ 5-7% นอกจากนี้แล้วเรายังได้รับอากาสที่บริสุทธิ์ ถ้าเมื่อไหร่ที่เราละเลย เราอาจจะเป็นเครื่องดูดฝุ่นมีชีวิตแน่ๆค่ะ เพราะว่าถ้าแอร์สกปรกก็คือแหล่งสะสมเชื้อโรคดีๆนี่เอง

 3. ควรให้ช่างแอร์มาล้างและตรวจเช็คสภาพเครื่องปรับอากาศหรือแอร์ทุก 4 – 6 เดือน/ครั้ง

4.ไม่ควรนำสิ่งที่ให้ความร้อนหรือความชื้นมาไว้ในห้อง เพราะแอร์จะทำงานหนักมากขึ้น

5. ก่อนออกจากห้องควรปิดแอร์ก่อนประมาณ 30 นาที ถ้าอากาศไม่ร้อนมาก เพราะความเย็นยงคงอยู่

วิธีเลือกแอร์ ทราบกันแล้วก็เตรียมตัวไปซื้อแอร์มาใช้กันเลยค่ะ หรือใครมีวิธีเลือกแอร์อย่างไร มียี่ห้ออะไรแนะนำก็ กดโพสต์กดแชร์ข้างล่างกันเลยค่ะ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *