ผวาสันหลังทรุด ต้องหยุด 5 พฤติกรรม

แพทย์อายุรวัฒน์แนะ นำ 5 พฤติกรรมเสี่ยง ตัวการบ่อนทำลายกระดูกสันหลัง แม้จะดูเป็นเรื่องง่ายแต่หลายคนก็พลั้งเผลอ จนเป็นเหตุให้ต้องเข้าโรงพยาบาล ยามได้กลับไปพักบ้านที่ จังหวัดนครนายกผมชอบเดินลุยไปหลังบ้านที่ติดดงไผ่ แล้วก็นั่งปล่อยใจมองไผ่ไหวล้อลมอยู่ได้เป็นนาน

คนโบราณไม่ชอบทำรั้วกั้นแต่มักใช้ต้นไผ่เป็นแนวแทนการปักปันเขต ยิ่งนานวันไปไผ่ก็กลายเป็นกอใหญ่   ถ้าเผอิญไปเจอเพื่อนบ้านที่ชอบระรานหน่อยก็น่าปวดหัวเพราะท่านก็อาจค่อยตัดไผ่ล้ำเข้ามาในที่เรากลายเป็นศึกแย่งที่ไป

ธรรมชาติมักจะสร้างสรรพสิ่งให้มี “สิ่งเหมือน” เสมอ เช่น สร้างเมล็ดวอลนัท (ลูกก่อ) มาให้เหมือนกับสมอง เหมือนจะบอกเป็นนัยว่าวอลนัทมีวิตามินอีเยอะนะสมควรใช้บำรุงสมองได้ และสำหรับต้นไผ่ สิ่งที่ผมเห็นว่าเป็นแฝดอย่างหนึ่งคือมีข้อปล้องต่อกันเหมือน “สันหลังคน” ครับ ผิดกับหลังคนอยู่บ้างก็คือไผ่นั้นแข็งตรง ส่วนโครงหลังคนสามารถงอได้บิดได้เอี้ยวได้ตามศรัทธา

อีกอย่างคือ “หมอน” ครับ หลังคนมีหมอนเป็นข้อต่อนุ่มให้โค้งงอเอี้ยวบิดตะกูดได้สุดๆ ไม่หยุดนิ่งเป็นลำแข็งเหมือนต้นไผ่ แต่ก็ใช่ว่าหมอนจะยืดหยุ่นตลอดไป วันหนึ่งจากที่นิ่มหยุ่นก็กลายเป็นแข็งเปราะและแตกง่ายกลายเป็นหลังทรุดตาม มา

5 พฤติกรรมทำหลังทรุด อาการหลังทรุดทำให้เกิดโทษสมบัติอยู่ 3 ประการ ดังนี้

– ปวดรุนแรง ปวดบั้นเอวบางทีมีร้าวลงขาตึงถึงปลายเท้า

– แต่งตัวใหม่ หลังผิดรูปไปกลายเป็นตัวย่นยู่ อยู่ๆ ก็ใส่เสื้อผ้าเดิมไม่ได้ทรง

– ไล่สุขภาพ ใครเคยเป็นจะทราบดีลงถ้ามีปวดหลังเสียแล้วก็เป็นเสื่อมทั้งตัว

นักวิ่งแอฟริกันวิ่งเท้าเปล่าบนลู่แต่สู้นักวิ่งฝรั่งที่ใส่รองเท้าดีๆ ได้แถมชนะด้วย ทำให้นึกถึงสมัยอยู่ต่างจังหวัดที่นักวิ่งรุ่นจิ๋วดาวโรงเรียนก็ซ้อมวิ่งโดย ใช้เท้าเปล่าซึ่งดูคล่องตัวดีกว่าใส่รองเท้าไหนๆ ซึ่งผ้าใบหนังเท้าที่พ่อแม่ให้มานี้เองที่นำชัยมาให้นักวิ่งลูกทุ่งมาไม่รู้ เท่าไรต่อเท่าไรแล้ว เหมือนจะบอกว่าคนเก่งจริงไม่ต้องอิงออปชั่น

แต่การใช้ชีวิตประจำวันถ้าเผลอไปก็อาจทำให้สันหลังที่พ่อแม่ให้มาทรุด ต้องหยุดเรียนเสียงานได้

ซึ่งจะขอให้เทคนิคเลี่ยงท่าอันตรายเอาไว้ 5 อย่างครับ

1) ก้มตัวยก ใจร้อนไม่รอยก ก้มงกเงิ่นลงไปอุ้มของหนักปล๊าบเดียวเป็นได้เรื่องเพราะหมอนรองแผ่นจ้อยจะ ย้อยไปกดประสาทด้านหลังทำให้ต้องทรุดนั่งได้ บางรายปวดจนลุกใหม่ไม่ไหวต้องไปเข้าอุโมงค์เอกซเรย์แล้วก็ถูกแห่พาไปผ่าตัด ง่ายๆ

2) พกน้ำหนัก รักความใหญ่ชอบให้ดูภูมิฐาน ต้องระวังการยื่นของพุงไว้ให้ดีครับเพราะพุงยิ่งห่างจะยิ่งดึงสันหลังให้ แอ่นมาด้านหน้าแล้วปวดหนักมากขึ้น ขอให้คอยก้มดูอย่าให้พุงอยู่เลยหัวแม่เท้าเป็นอันขาดครับ

3) รักการวิ่ง ที่จริงเป็นสิ่งดีแต่ต้องหนีการวิ่งแบบเอาส้นเท้าลง ให้คงไว้เฉพาะอุ้งเท้าด้านหน้ากับนิ้วเท้า นักกีฬาสมัยก่อนไม่ใส่รองเท้าวิ่งแข่งกลับปรากฏว่าดีกว่าสมัยนี้เพราะพอมี รองเท้าจะเผลอลงส้นหนักจนหลังแทบหัก

4) ยิ่งตัวพรุน โรคกระดูกหายกลายเป็นรูพรุนเหมือนฟองน้ำของกระดูกนั้นจะทำให้ทั้งปวดง่ายและ วันร้ายก็กลายเป็นหักกรอบต้องนอนบอบช้ำอยู่แต่บนเตียง และยิ่งนอนนานก็ยิ่งกระดูกพรุนหนักกลายเป็นวงจรไม่ดีไป ถ้าเผลอไผลนานเข้าอาจไม่ได้ลุกอีกเลย

5) วุ่นหยิบของ ถ้าต้องหยิบของเบาะหลังรถขณะนั่งอยู่เบาะหน้าขอให้จอดรถข้างทางแล้วหันไป ทั้งตัวหยิบ อย่าใจร้อนเอี้ยวตัวยืดมือไปหยิบเป็นอันขาดเพราะนั่นคือท่าทำลายหลังโดยตรง เลยครับ สำหรับท่าเอี้ยวบิดแล้วก้มนี้ช่วยส่งคนไปผ่าตัดหลังมาหลายรายแล้วอย่างมี ประสิทธิภาพครับ

ความประพฤติทั้ง 5 เปรียบได้กับอนันตริยกรรมที่ทำกับสันหลังดุเดือดมีพลังราวกับผู้หญิงห้าบาป เพราะสามารถปราบคนดีให้เป็นหนักถึงขั้นอัมพาตหมดความสามารถได้ แม้ว่าจะอุตส่าห์กลับใจมาระวังเอาตอนหลังแต่สันหลังที่เคยมี “แผล” มาแล้วก็จะไม่กลับมาเหมือนเดิม รังแต่จะเสื่อมลงเร็วขึ้น

จึงอยากให้คอยยั้งใจเวลาเผลอไผล “นั่งตามสบาย” เช่น นั่งหลังค่อมจ่อมจมลงกับเก้าอี้ หรือเวลาที่นอนก็แผ่หงายตามสบายยวบไปกับที่นอนนุ่มนิ่ม แถมยังไม่ออกกำลังกายเสริม “กล้ามหลัง” อีก อย่างนี้จะยิ่งทำให้พุงยื่นและข้อหลังโทรมเร็วหนักขึ้น

ขอให้ท่องอิริยาบถห้าที่ทำลายหลังนี้ไว้ให้ดีว่าอย่าให้ผิดบาปต่อสันหลังเลย แม้นั่งเฉยๆ ก็ขอให้มี “สติ” ครับ

นพ.กฤษดา ศิรามพุช
ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ

ขอบคุณที่มา sukhaparb.com

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *