ไขความลับโรคใหลตาย !

โรงพยาบาลภูมิพลได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องโรคใหลตาย หรือการเสียชีวิตขณะนอนหลับตอนกลางคืนโดยไม่ทราบสาเหตุ พบว่าเป็นโรคท้องถิ่นในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากกว่า 100 ปี โดยมีชื่อเรียกต่างๆ กัน เช่น Bangungut (ฟิลิปปินส์) Pokkuri (ญี่ปุ่น) ใหลตาย (ไทย) ศูนย์ป้องกันและพัฒนาการรักษาโรคหัวใจได้ดำเนินการศึกษาวิจัยโรคนี้ในคนไทยตั้งแต่ปี 2537 จนถึงปัจจุบันทำให้ ทราบว่าโรคนี้ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ราว 30% มีความผิดปกติในการควบคุมประจุไฟฟ้าในเซลล์หัวใจ ทำให้เกิดการเสียชีวิต โดยมีอัตราการเกิดซ้ำในผู้รอดชีวิตราว 20% ต่อปี โดยผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่มีลักษณะเฉพาะเหมือนกับผู้ป่วยกลุ่มอาการใหลตายและได้ทำการฝังเครื่องกระตุกหัวใจอัตโนมัติเพื่อช่วยชีวิตผู้ที่รอดตายจากใหล มาตั้งแต่ปี 2537 มักพบในชายวัยฉกรรจ์ที่แข็งแรง อายุประมาณ 20-50

สถาบันวิจัยหัวใจเต้นผิดจังหวะ แปซิฟิก ริม โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ ร่วมกับโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิดวงตะวันและมูลนิธิเวชดุสิตในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้ทำการศึกษาวิจัยโรคใหลตายเพื่อหาทางรักษาและป้องกันมากว่า 10 ปี

นพ.กัมปนาท วีรกุล อายุรแพทย์หัวใจ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ ในฐานะผู้ร่วมวิจัย กล่าวว่า การเสียชีวิตกะทันหันจากโรคใหลเกิดจากการที่เต้นที่ไม่มีการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจที่เกิดขึ้น ทำให้สมองเกิดการขาดออกซิเจนกะทันหัน ทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อแขนขาเกร็งและหายใจเสียงดังเนื่องจากมีเสมหะลงในหลอดลม เสียการควบคุมของระบบประสาทอัตโนมัติ ผู้ที่มีอาการจะมีสีหน้าและริมฝีปากคล้ำเขียวและเสียชีวิตในเวลาอันรวดเร็ว ด้าน นพ.กุลวี เนตรมณี ประธานสถาบันวิจัยหัวใจเต้นผิดจังหวะฯ กล่าวเสริมว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดการเต้นรัวของหัวใจที่ไม่มีการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ คือ การสูญเสียโปตัสเซียม แมกนีเซียมจากร่างกาย เช่น จากการอาเจียน ท้องร่วง กินยาขับปัสสาวะ หรือดื่ม กาแฟ ชา หรือ เหล้า ซึ่งมีฤทธิ์ขับปัสสาวะเช่นกัน รวมไปถึงการมีไข้สูง การเกิดความเครียดจากการอดนอนทำงานหนัก

วิธีเดียวที่จะป้องกันโรคใหลตาย คือ ฝังเครื่องกระตุกหัวใจ (ICD) ที่ใช้คลื่นไฟฟ้ากระตุกให้กลับมาทำงานเป็นปกติ เพื่อหยุดการเต้นรัวของหัวใจที่ไม่มีการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจโดยเร็วที่สุด ขณะที่การรับประทานยาต้านหัวใจเต้นผิดจังหวะนั้น ก็ไม่มีผลในการช่วยชีวิตแต่อย่างใด ในตัวเครื่องกระตุกหัวใจไม่ใช่การรักษาอาการ แต่เป็นการป้องกันการเสียชีวิตเท่านั้น และยังมีราคาสูงถึงเครื่องละ 3 แสนบาท มีอายุใช้งาน 5-7 ปีก็ต้องเปลี่ยนเครื่องใหม่ ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อย จึงเกิดปัญหาเมื่อไม่สามารถหาเครื่องใหม่ทดแทนด้วยกำลังทรัพย์ของตนเองได้

ดังนั้นวิธีการที่จะดูแลรักษาตัวเองได้อีกทางหนึ่งก็คือ ควรเลี่ยงยาบางชนิดที่ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาปฏิชีวนะบางตัว ยาต้านโรคซึมเศร้าบางตัว เลี่ยงอาหารอิ่มจัด เช่น ข้าวเหนียว เพราะกระเพาะอาหารที่ขยายตัว อาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้ ขณะเดียวกันการทำจิตใจให้สดใสแข็งแรง ปราศจากความเครียด ก็มีส่วนป้องกันโรคใหลตายได้ทางหนึ่ง

ขอบคุณ aecnews.co.th

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *