ข้อแนะนำในการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก

วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก จำเป็นหรือ? เพราะว่ามะเร็งปากมดลูกเป็นโรคมะเร็งที่พบมากที่สุดในหญิงไทย โดยในแต่ละปีจะมีหญิงไทยรายใหม่ที่เป็นมะเร็งปากมดลูกประมาณ 6,500-7,000 คน ซึ่งร้อยละ 40-50 จะเสียชีวิตจากโรค นอกจากนี้แล้วยังมีแนวโน้มจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ คนที่เป็นมะเร็งปากมดลูกได้รับความทุกข์ทรมาน จากโรค หรือจากการ บำบัดรักษา ปัจจุบันเป็นที่ทราบแล้วว่า สาเหตุของมะเร็งปากมดลูก เกือบทั้งหมดเกิดจาก การติดเชื้อเอชพีวี

จากการศึกษาจนถึงปัจจุบันในหญิงช่วงอายุ 9-55 ปี พบว่าการฉีดวัคซีนเอชพีวี อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย ผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนเอชพีวีนี้ก็เช่นเดียวกับการฉีดวัคซีนอื่น ๆ คือ มักจะมีอาการปวด บวม แดงร้อน มีไข้ สำหรับผลข้างเคียง ที่รุนแรงกว่านี้พบได้น้อยมาก

ข้อแนะนำในการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก

1. ด้วยเหตุผลข้างต้น ปัจจุบันแนะนำให้ฉีดวัคซีนเอชพีวีในหญิงช่วงอายุ 11-26 ปี (ก่อนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก)

2. สำหรับการฉีดวัคซีนเอชพีวีในหญิงอายุมากกว่า 26 ปี หรือหญิงที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว ก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาเป็นราย ๆ ไป

3. การฉีดวัคซีนเอชพีวีนี้ต้องฉีดทั้งหมด 3 เข็มด้วยกัน คือ ฉีดเข็มแรก และ 1-2 เดือนจากเข็มแรก และ 6 เดือนจากเข็มแรก

4. ไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนเอชพีวีในหญิงตั้งครรภ์หรือผู้ที่วางแผนจะตั้งครรภ์ภายใน 6 เดือนและผู้ชาย

5. ไม่แนะนำให้ต้องทำการตรวจหาว่ามีการติดเชื้อเอชพีวีก่อนฉีดวัคซีน

6. สตรีที่มีการตั้งครรภ์ ขณะที่ได้รับวัคซีนยังไม่ครบ 3 เข็ม ควรฉีดวัคซีนเข็มต่อไปหลังคลอด (ไม่แนะนำให้ฉีดขณะกำลังตั้งครรภ์)

7. ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าการฉีดวัคซีนเอชพีวี จะมีผลต่อการมีบุตร การตั้งครรภ์ หรือผลเสียต่อทารกแต่อย่างใด

8. จากการติดตามตรวจภูมิคุ้มกันต่อเชื้อเอชพีวี (สายพันธุ์ที่อยู่ในวัคซีน) หลังฉีดวัคซีนเป็นเวลาประมาณ 6 ปี พบว่ายังมีภูมิคุ้มกันอยู่ในระดับที่สูงพอ จึงยังไม่มีข้อบ่งชี้ในการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น

10 ข้อควรรู้ คู่วัคซีนมีอะไรบ้าง?   มี 4 “ไม่” + 6 “ควร” ได้แก่

1. ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อเอชพีวี รอยโรคก่อนมะเร็งปากมดลูก และมะเร็งปากมดลูกได้ทั้งหมด เนื่องจากเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ 16 และ 18 เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกประมาณร้อยละ 70-75 ยังมีเชื้อเอชพีวีอีกร้อยละ 25-30 ที่การฉีดวัคซีนไม่สามารถป้องกันได้

2. ไม่สามารถใช้ทดแทนการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกได้ทั้งหมด ดังนั้นถึงแม้ว่าจะฉีดวัคซีนแล้ว ก็ยังต้องมารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอยู่ตามที่แพทย์นัด ทั้งนี้เพื่อตรวจหาความผิดปกติที่อาจจะเกิดจากเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์อื่นที่ไม่ได้มีอยู่ในวัคซีน การฉีดวัคซีนควบคู่กับการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอจะทำให้การป้องกันมะเร็งปากมดลูกมีประสิทธิภาพสูงมากขึ้น

3. ไม่สามารถใช้รักษารอยโรคก่อนมะเร็งปากมดลูกหรือผลการตรวจคัดกรองที่ผิดปกติได้ไม่ว่าจะเป็นการตรวจแพปสเมียร์ การตรวจหาเชื้อเอชพีวี หรือการตรวจด้วยน้ำส้มสายชู ถ้าตรวจพบความผิดปกติดังกล่าว ควรปรึกษาขอคำแนะนำเรื่องการรักษาจากแพทย์ก่อนที่จะฉีดวัคซีน

4. ไม่สามารถป้องกันโรคอื่น ๆ ของอวัยวะเพศได้ เช่น โรคเริม และตกขาว ซึ่งเกิดจากเชื้อโรคชนิดอื่น ๆ ไม่ได้เกิดจากเชื้อเอชพีวี

5. ควรคุมกำเนิดด้วยวิธีที่มีประสิทธิภาพไว้ก่อนจนกระทั่งฉีดครบ 3 เข็มไปแล้วอย่างน้อย 1 เดือน ไม่ควรตั้งครรภ์ในช่วงที่ยังฉีดวัคซีนไม่ครบ อาจจะคุมกำเนิดด้วยการรับประทานยาฮอร์โมนคุมกำเนิด หรือการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ก็ได้ ถ้าขาดประจำเดือนหรือไม่แน่ใจว่าตั้งครรภ์หรือไม่ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบเพื่อตรวจปัสสาวะทดสอบการตั้งครรภ์ก่อนฉีดวัคซีน ถ้าบังเอิญตั้งครรภ์ในช่วงที่ยังฉีดวัคซีนไม่ครบ 3 เข็ม ควรมาพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำในการปฏิบัติตัวต่อไป

6. ควรให้คำแนะนำเรื่องเพศศึกษาและการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยด้วย ถ้าฉีดให้ลูกสาวหรือหญิงวัยรุ่น ถึงแม้ว่าการฉีดวัคซีนจะป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีได้ แต่ถ้ามีเพศสัมพันธ์แบบสำส่อนหรือมีคู่นอนหลายคน ก็อาจจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสเอดส์ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น และการตั้งครรภ์แบบไม่พร้อมได้

7. ควรแนะนำให้มารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเมื่อถึงวันอันควร เช่น หลังแต่งงานหรือมีเพศสัมพันธ์ และควรแจ้งให้แพทย์ทราบว่าเคยฉีดวัคซีนเอชพีวีมาแล้ว เมื่อมารับการตรวจภายในหรือตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเพื่อประโยชน์ในการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเลือกวิธีและระยะห่างของการตรวจคัดกรอง

8. ควรฉีดวัคซีนเอชพีวีให้ครบ 3 เข็มตามที่กำหนดไว้ เพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันการติดเชื้อเอชพีวี ถ้าลืมมาฉีดตามที่แพทย์นัด ให้รีบมาพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำการฉีดเข็มต่อไปจนครบ 3 เข็ม

9. ควรนั่งพักสังเกตอาการอย่างน้อย 15 นาทีหลังฉีด เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีอาการผิดปกติที่รุนแรง ไม่ควรเดินกลับคนเดียว หรือขับรถกลับด้วยตนเอง ควรมีเพื่อนหรือผู้ปกครองมาด้วย

10. ผู้หญิงควรจะเป็นผู้รับการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันตนเอง ถึงแม้ว่าการติดเชื้อไวรัสนี้จะมาจากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายก็ตาม การฉีดให้ผู้ชายที่เป็นคู่นอน ยังไม่มีข้อมูลว่าจะได้ประโยชน์อย่างชัดเจนในการช่วยป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีที่เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิง

การลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูก นอกจากการ ฉีดวัคซีนเอชพีวีแล้ว ยังต้องหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชพีวี  

– สูบบุหรี่

– ให้กำเนิดลูกหลายคน

– กินยาคุมกำเนิด

– มีระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ

– มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งปากมดลูก

– ขาดสารอาหารบางชนิด

ขอบคุณ สมาคมมะเร็งนรีเวชไทย (www.tgcsthai.com)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *