วิธีการเลือกซื้อน้ำมันปลา ให้ได้ของดีมีคุณภาพ

เราต้องรู้วิธีการเลือกซื้อน้ำมันปลา ให้ได้ของดีมีคุณภาพ น้ำมันปลาที่ขายตามท้องตลาดมีหลากหลายยี่ห้อ การที่เราจะเลือกมารับประทานคงต้องดูข้อมูลเปรียบเทียบ ความนิยมของน้ำมันปลานั้นๆว่ามีความน่าเชื่อถือเพียงใด แหล่งผลิต วัตถุดิบหรือการได้มา เรามาดูกันว่าจะเลือกอย่างไรให้เราได้น้ำมันปลาที่มีคุณภาพ

คุณภาพของน้ำมันปลาจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลาย อย่างต่อไปนี้

1.ความสดใหม่ และค่า Peroxide Value (PV) ระวังน้ำมันปลาที่ใกล้หมดอายุที่ผู้ขายนำมาขายในราคาถูก

น้ำมันปลามีข้อจำกัดที่สามารถจะสันดาปกับออกซิเจนในอากาศได้ง่าย   ซึ่งจะทำให้น้ำมันปลามีกลิ่นหืน น้ำมันปลามีปริมาณของกรดไขมันอยู่จำนวนมาก    เมื่อกรดไขมันเหล่านี้สัมผัสกับอากาศ จะทำให้น้ำมันปลาสามารถถูกสันดาปได้เร็วกว่าน้ำมันทั่วไปประมาณ 1,000 ถึง 10,000 เท่า    การที่น้ำมันปลาถูกสันดาปจะมีผลให้เกิดสารใหม่ที่ไม่ต้องการ   และอาจเป็นตัวก่อมะเร็ง    ทั้งยังทำให้มีกลิ่นคาวปลารุนแรงด้วยค่า PV เป็นดัชนีที่บ่งบอบถึงความรุนแรงของการถูกสันดาปของน้ำมันปลาปริมาณ 1 กิโลกรัม โดยวัดเป็นมิลลิอิควิวาเลนซ์ (milliequivalence) น้ำมันปลาที่ดีจะต้องถูกสันดาปเพียงเล็กน้อย   

เพื่อเป็นการต่อต้านการสันดาปใน น้ำมันปลา โอเมก้า ทรี ยังมีสาร Ascorby1 Palmitate (เป็นวิตามินซี ในรูปที่ละลายในไขมัน) ช่วยทำหน้าที่ป้องกันการออกซิเดชั่น และรักษาระดับ PV

เนื่องจากการที่น้ำมันปลามักมีอายุสั้นนั่นเอง ผู้ขายหลาย ๆ ราย จึงนำเอาน้ำมันปลาที่ใกล้หมดอายุมาขายในราคาถูก     น้ำมันปลาราคาถูกเหล่านี้    ไม่เหมาะสมในการรับประทาน เพราะถูกสันดาปไปมากแล้ว   และเป็นอันตรายต่อร่างกาย ผู้ซื้อจึงไม่ควรจะคำนึงถึงแต่ราคาถูกโดยไม่คิดถึงคุณภาพและสุขภาพของท่าน เอง

fish oil

สรุปถ้า น้ำมันปลาที่ซื้อมามีกลิ่นหืนรุนแรง หรือใกล้หมดอายุไม่ควรรับประทาน

2.ปริมารณวิตามิน อี เพื่อช่วยในเรื่องของการดูดซึมของร่างกาย
น้ำมันปลาที่ดีควรมีวิตามินอีผสม อยู่ด้วย เนื่องจากเหตุผล 2 ประการคือ น้ำมันปลาต้องการฤทธิ์ช่วยต้านการสันดาปของวิตามินอี และร่างกายของเราก็ต้องการวิตามินอี เพื่อช่วยในการดูดซึมพวกกรดไขมันไม่อิ่มตัว เช่น น้ำมันปลาที่เราบริโภคเพิ่มขึ้น โดยทั่วไปแล้วต่อทุก ๆ กรัมของกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่รับประทานเพิ่มขึ้นจะต้องการวิตามินอี เพิ่มขึ้น 1 I.U. เพื่อช่วยป้องกันความเสื่อมของร่างกาย และพิทักษ์ปกป้องเซลล์ของร่างกายด้วย

3.ความ บริสุทธิ์
น้ำมันปลาบางอย่างถูกสกัดจากปลาที่ไม่คัดเลือกชนิดหรือ แหล่งที่มาเพื่อทำให้ต้นทุนถูกลง อย่างไรก็ตามทะเลในแต่ละท้องที่ก็จะมีคุณภาพของสภาวะแวดล้อมไม่เหมือนกัน และทำให้อาจมีการปนเปื้อนของสารเคมีหรือมลภาวะคุณไม่ควรรับประทานน้ำมันปลา ที่ได้มาจากแหล่งเหล่านี้ ควรรับประทานเฉพาะน้ำมันปลาที่ได้มาจากปลาทะเลน้ำลึกในบริเวณที่ไกลออกไป เช่น บริเวณมหาสมุทรอาร์คติค เป็นต้น

4.ปริมาณ วิตามินเอ และวิตามิน ดี
ดังเป็นที่ทราบกันว่า วิตามินเอ และวิตามินดี สำคัญต่อสุขภาพ อย่างไรก็ตามการได้รับปริมาณวิตามินเอ และดี ที่มากเกินไปอาจเป็นโทษได้ งานวิจัยพบว่า วิตามินเอ ขนาด 375 I.U. และวิตามินดี ขนาด 30 I.U. ในน้ำมันปลา 1000 mg. เป็นปริมาณที่พอเหมาะ (ต้องตระหนักด้วยว่า น้ำมันปลาไม่ใช่น้ำมันตับปลา น้ำมันตับปลาจะมีปริมาณวิตามินเอ และดี สูง และใช้รับประทานเพื่อต้องการเสริม วิตามินเอ และดี)

5.บรรจุภัณฑ์
น้ำมันปลาต้องเก็บให้พ้นแสง จึงควรบรรจุในขวดสีชา เพื่อป้องกันแสง

ดังนั้นเราควรดูอย่างน้อยวันที่ผลิตหรือวันหมดอายุและการเก็บรักษาของร้านที่ขายน้ำมันปลานั้นด้วยก่อนที่เราจะซื้อมารับประทาน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *